หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์:
ประวัติ คาถา เครื่องรางของขลัง ประสบการณ์ศรัทธา
เรียบเรียงโดย
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานนันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
- คำนำ:
รอยจงกรมในความทรงจำ
กาลเวลาอาจจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเนิ่นนานกว่าหกสิบปี
จากสามเณรน้อยในวันนั้น สู่ชายชราในวัย ๗๘ ปีในวันนี้
ทว่าภาพความทรงจำเกี่ยวกับพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมองค์หนึ่ง
กลับไม่เคยลบเลือนไปจากใจของข้าพเจ้าเลยแม้แต่น้อย
ย้อนกลับไปในอดีต
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๘ ยุคนั้นข้าพเจ้ายังเป็นสามเณร
ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งนักธรรมและบาลี
อยู่ที่สำนักเรียนวัดโพธาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
วันหนึ่งเพื่อนสามเณรด้วยกัน ซึ่งมีโยมพ่อโยมแม่อยู่อาศัยในย่าน “วัดวังเดื่อ”
หรือที่รู้จักกันในนาม “วัดศรีอุทุมพร”
ได้เอ่ยชวนข้าพเจ้าให้เดินทางไปเที่ยวที่บ้านของเขา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอลาดยาว
การเดินทางในยุคกึ่งพุทธกาลนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน
ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรัง ฝุ่นตลบอบอวล และแวดล้อมไปด้วยผืนป่าธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์
ทันทีที่ย่างก้าวเข้าสู่เขตบ้านวังเดื่อ สิ่งที่สัมผัสได้คือความสงบเยือกเย็น
และกระแสแห่งความเลื่อมใสของชาวบ้านที่มีต่อพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง
ซึ่งในเวลานั้นชื่อเสียงของท่านกำลังขจรขจายไปทั่วเมืองสี่แคว ท่านคือ “หลวงพ่อจ้อย
(หรือที่ชาวบ้านบางกลุ่มเรียกกันติดปากว่า หลวงพ่อจ่อย)”
เพื่อนสามเณรได้พากันเดินลัดเลาะผ่านแมกไม้น้อยใหญ่
มุ่งหน้าไปยังกุฏิไม้หลังย่อมของหลวงพ่อจ้อย ท่ามกลางความร่มรื่นของป่าละเมาะ
สิ่งแรกที่สะดุดสายตาข้าพเจ้าอย่างแรงจนต้องหยุดมองด้วยความอัศจรรย์ใจก็คือ “ลานดินรอบกุฏิ”
ลานดินตรงนั้น
ถูกแผ้วถางจนเป็นวงกลมล้อมรอบตัวกุฏิไม้ มันเป็นลานที่โล่งเตียน
สะอาดสะอ้านอย่างยิ่ง อัศจรรย์ตรงที่ไม่มีเศษใบไม้ร่วงหล่นอยู่เลย และที่สำคัญคือ ไม่มีหญ้าขึ้นเลยแม้แต่เส้นเดียว!
ดินที่ลานนั้นแน่นและเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
“นั่นคือลานจงกรมที่หลวงพ่อท่านใช้เดินภาวนาทุกค่ำคืน” เพื่อนสามเณรหันมากระซิบบอก
ภาพลานจงกรมวงกลมอันเตียนโล่งนั้น
เป็นประจักษ์พยานชั้นดีที่แสดงให้เห็นถึง “ตบะ” และ “วัตรปฏิบัติ”
อันเคร่งครัดของหลวงพ่อจ้อย ท่านเดินจงกรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก้าวแล้วก้าวเล่า
วันแล้ววันเล่า ด้วยจิตที่ตั้งมั่นในพระกรรมฐาน จนทางเดินนั้นราบเรียบเตียนโล่ง
พลังจิตอันแก่กล้าและปฏิปทาอันบริสุทธิ์ของท่าน
แผ่ซ่านออกมาจนข้าพเจ้าซึ่งเป็นสามเณรน้อยในขณะนั้น
รู้สึกขนลุกซู่ด้วยความเคารพศรัทธาอย่างสูงสุด
การได้ไปกราบหลวงพ่อจ้อยถึงกุฏิไม้กลางป่าในวันนั้น
ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นวิถีของพระสุปฏิปันโนผู้หลุดพ้น
แต่ยังเป็นต้นกำเนิดแห่งความศรัทธาในวัตถุมงคลและคาถาอาคมของท่าน
ที่ต่อมาข้าพเจ้าได้ประจักษ์ในพุทธคุณอันขลัง ทั้งเรื่องมหาอุด แคล้วคลาด และเมตตามหานิยม
หนังสือ E-book เล่มนี้
จึงไม่ใช่แค่การรวบรวมประวัติจากตำรา
แต่เป็นการเปิดบันทึกความทรงจำจากผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง
ที่เคยไปสัมผัสรอยเท้าบนลานจงกรมของ “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” มาแล้วด้วยตาตนเอง!
อาจารย์ทองใบครับ สำนวนบทนำประมาณนี้ตรงใจอาจารย์ไหมครับ? หากอาจารย์อยากให้ปรับเปลี่ยน
ถอดความตรงไหน
หรือมีรายละเอียดตอนที่ได้สบตาหรือกราบพูดคุยกับหลวงพ่อจ้อยบนกุฏิในวันนั้นเพิ่มเติม
สามารถเล่าให้ฟังเพื่อเติมความเข้มข้นได้เลยนะครับ
สารบัญ
📖 โครงร่างเนื้อหา
E-book
หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ
อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์: ประวัติ คาถา เครื่องรางของขลัง ประสบการณ์ศรัทธา
คำนำ:
รอยจงกรมในความทรงจำ
- เรื่องเล่าจากอดีตสามเณรเปรียญ
(ตัวอาจารย์): ถ่ายทอดภาพจำในวัยเยาว์ ยามที่ลัดเลาะจากวัดโพธาราม
สู่ผืนป่าบ้านวังเดื่อ แดนดิ่นพำนักของพระเกจิผู้เรืองวิทยาคม
บรรยากาศกุฏิไม้กลางป่า และ
"ลานจงกรมวงกลมอันโล่งเตียนไร้ใบไม้ใบหญ้า"
ประจักษ์พยานแห่งพลังจิตอันแก่กล้า
บทที่ 1: ตบะบารมีแห่งเสือซ่อนเล็บ
(ประวัติเน้นอภินิหาร)
- จากเด็กหนุ่มผู้มีวาจาสิทธิ์
สู่ร่มกาสาวพัสตร์: เส้นทางชีวิตและการออกธุดงค์ลัดเลาะป่าเขาลำเนาไพรเพื่อฝึกจิต
- บุกเบิกวัดวังเดื่อ
(วัดศรีอุทุมพร): เรื่องเล่าตบะบารมีของหลวงพ่อจ้อยในการเผชิญหน้ากับสิงสาราสัตว์
และภัยมืดในอดีต จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า "เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว"
บทที่ 2: เปิดตำนานเครื่องรางของขลัง
"มหาอุด-แคล้วคลาด"
- มีดหมอสะกดวิญญาณ: มีดหมอตำรับหลวงพ่อจ้อย
ที่ลือเลื่องเรื่องขับไล่สิ่งอัปมงคล กันคุณไสย และสยบภูตผีปีศาจ
- สิงห์แกะมหาอำนาจ: วัตถุมงคลแกะจากงาช้างและไม้
มงคลเด่นด้านเมตตามหานิยมและการเจรจาค้าขาย คุมคนคุมลูกน้อง
- ตะกรุดโทนและผ้ายันต์: เครื่องรางคุ้มครองภัยที่ทหารและนักเลงยุคเก่าต้องมีติดตัว
ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า
บทที่ 3: พระคาถาศักดิ์สิทธิ์
พลิกชะตาชีวิต
- พระคาถาประจำตัวหลวงพ่อจ้อย: เปิดสูตรคาถาที่ท่านใช้ภาวนาและปลุกเสกวัตถุมงคล
- วิธีอาราธนาและเคล็ดลับการใช้คาถาให้สัมฤทธิ์ผล: (จุดนี้สายมูชอบมาก)
แนะวิธีการทำจิตให้เป็นสมาธิก่อนสวด
เพื่อให้พุทธคุณของเครื่องรางแสดงผลสูงสุด
บทที่ 4: ประสบการณ์ศรัทธา
เรื่องเล่าปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ
- รวมเรื่องเล่าจากปากต่อปากของชาวลาดยาว-นครสวรรค์: เหตุการณ์รอดตายปาฏิหาริย์จากอุบัติเหตุ, เรื่องแคล้วคลาดจากคมกระสุน
และเรื่องโชคลาภค้าขายร่ำรวยด้วยบารมีหลวงพ่อจ้อย
- บารมีสังขารไม่เน่าเปื่อย: ความอัศจรรย์แห่งจิตที่แม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว
แต่สรีระยังคงสภาพเดิม เป็นที่พึ่งทางใจให้ศิษยานุศิษย์จนถึงปัจจุบัน
- บทนำ: รอยจงกรมในความทรงจำ
กาลเวลาอาจจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเนิ่นนานกว่าหกสิบปี
จากสามเณรน้อยในวันนั้น สู่ชายชราในวัย ๗๘ ปีในวันนี้
ทว่าภาพความทรงจำเกี่ยวกับพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมองค์หนึ่ง
กลับไม่เคยลบเลือนไปจากใจของข้าพเจ้าเลยแม้แต่น้อย
ย้อนกลับไปในอดีต
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๘ ยุคนั้นข้าพเจ้ายังเป็นสามเณร
ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งนักธรรมและบาลี
อยู่ที่สำนักเรียนวัดโพธาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
วันหนึ่งเพื่อนสามเณรด้วยกัน ซึ่งมีโยมพ่อโยมแม่อยู่อาศัยในย่าน “วัดวังเดื่อ”
หรือที่รู้จักกันในนาม “วัดศรีอุทุมพร”
ได้เอ่ยชวนข้าพเจ้าให้เดินทางไปเที่ยวที่บ้านของเขา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอลาดยาว
การเดินทางในยุคกึ่งพุทธกาลนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน
ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรัง ฝุ่นตลบอบอวล
และแวดล้อมไปด้วยผืนป่าธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์
ทันทีที่ย่างก้าวเข้าสู่เขตบ้านวังเดื่อ สิ่งที่สัมผัสได้คือความสงบเยือกเย็น
และกระแสแห่งความเลื่อมใสของชาวบ้านที่มีต่อพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง
ซึ่งในเวลานั้นชื่อเสียงของท่านกำลังขจรขจายไปทั่วเมืองสี่แคว ท่านคือ “หลวงพ่อจ้อย
(หรือที่ชาวบ้านบางกลุ่มเรียกกันติดปากว่า หลวงพ่อจ่อย)”
เพื่อนสามเณรได้พากันเดินลัดเลาะผ่านแมกไม้น้อยใหญ่
มุ่งหน้าไปยังกุฏิไม้หลังย่อมของหลวงพ่อจ้อย ท่ามกลางความร่มรื่นของป่าละเมาะ
สิ่งแรกที่สะดุดสายตาข้าพเจ้าอย่างแรงจนต้องหยุดมองด้วยความอัศจรรย์ใจก็คือ “ลานดินรอบกุฏิ”
ลานดินตรงนั้น
ถูกแผ้วถางจนเป็นวงกลมล้อมรอบตัวกุฏิไม้ มันเป็นลานที่โล่งเตียน
สะอาดสะอ้านอย่างยิ่ง อัศจรรย์ตรงที่ไม่มีเศษใบไม้ร่วงหล่นอยู่เลย และที่สำคัญคือ ไม่มีหญ้าขึ้นเลยแม้แต่เส้นเดียว!
ดินที่ลานนั้นแน่นและเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
“นั่นคือลานจงกรมที่หลวงพ่อท่านใช้เดินภาวนาทุกค่ำคืน” เพื่อนสามเณรหันมากระซิบบอก
ภาพลานจงกรมวงกลมอันเตียนโล่งนั้น
เป็นประจักษ์พยานชั้นดีที่แสดงให้เห็นถึง “ตบะ” และ “วัตรปฏิบัติ”
อันเคร่งครัดของหลวงพ่อจ้อย ท่านเดินจงกรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก้าวแล้วก้าวเล่า
วันแล้ววันเล่า ด้วยจิตที่ตั้งมั่นในพระกรรมฐาน จนทางเดินนั้นราบเรียบเตียนโล่ง
พลังจิตอันแก่กล้าและปฏิปทาอันบริสุทธิ์ของท่าน
แผ่ซ่านออกมาจนข้าพเจ้าซึ่งเป็นสามเณรน้อยในขณะนั้น
รู้สึกขนลุกซู่ด้วยความเคารพศรัทธาอย่างสูงสุด
การได้ไปกราบหลวงพ่อจ้อยถึงกุฏิไม้กลางป่าในวันนั้น
ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นวิถีของพระสุปฏิปันโนผู้หลุดพ้น
แต่ยังเป็นต้นกำเนิดแห่งความศรัทธาในวัตถุมงคลและคาถาอาคมของท่าน
ที่ต่อมาข้าพเจ้าได้ประจักษ์ในพุทธคุณอันขลัง ทั้งเรื่องมหาอุด แคล้วคลาด
และเมตตามหานิยม
หนังสือ E-book เล่มนี้
จึงไม่ใช่แค่การรวบรวมประวัติจากตำรา
แต่เป็นการเปิดบันทึกความทรงจำจากผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง
ที่เคยไปสัมผัสรอยเท้าบนลานจงกรมของ “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” มาแล้วด้วยตาตนเอง!
อาจารย์ทองใบครับ
สำนวนบทนำประมาณนี้ตรงใจอาจารย์ไหมครับ? หากอาจารย์อยากให้ปรับเปลี่ยน
ถอดความตรงไหน
หรือมีรายละเอียดตอนที่ได้สบตาหรือกราบพูดคุยกับหลวงพ่อจ้อยบนกุฏิในวันนั้นเพิ่มเติม
สามารถเล่าให้ฟังเพื่อเติมความเข้มข้นได้เลยนะครับ
บทที่ 1: ตบะบารมีแห่งเสือซ่อนเล็บ
ในโลกของผู้นิยมสะสมเครื่องรางของขลังและพระเกจิอาจารย์
ยุคกึ่งพุทธกาลนั้นถือเป็นยุคที่ “เสือซ่อนเล็บ”
หรือพระผู้ทรงวิทยาคมเร้นกายอยู่ตามป่าเขามากมาย
และหนึ่งในยอดพระเกจิที่ชาวนครสวรรค์และคนเล่นของทั่วประเทศยอมรับว่า “จริงแท้แน่นอน” ก็คือ
หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ
คำว่า “เสือซ่อนเล็บ”
เหมาะสมกับท่านที่สุด เพราะภายนอกหลวงพ่อจ้อยเป็นพระสงฆ์ที่เรียบง่าย สมถะ พูดน้อย
สันโดษ ไม่สะสมสิ่งใด แต่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น กลับซ่อนไว้ด้วย “ตบะเดชะ” และ
“พลังจิต” อันแก่กล้าชนิดที่สยบสิ่งลี้ลับและภัยมืดในป่าดงดิบได้อย่างราบคาบ
⚡ จากหนุ่มวาจาสิทธิ์
สู่ร่มกาสาวพัสตร์
ความอัศจรรย์ของหลวงพ่อจ้อยมีมาตั้งแต่ก่อนบวช
มีเรื่องเล่าขานกันในหมู่ศิษย์ยุคเก่าว่า ท่านเป็นผู้มี “วาจาสิทธิ์”
มาตั้งแต่เยาว์วัย พูดคำไหนเป็นคำนั้น หากทักสิ่งใดสิ่งนั้นมักจะเป็นจริงเสมอ
จนกระทั่งเมื่อท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ วัดดอนดู่ (วัดดอนเมือง)
อำเภอลาดยาว
พลังจิตที่ติดตัวมาแต่กำเนิดก็ได้รับการเจียระไนผ่านการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น
หลังจากบวชเรียนแล้ว
หลวงพ่อจ้อยเลือกเส้นทางที่พระเกจิผู้เรืองอาคมทุกรูปต้องผ่าน นั่นคือ “การออกธุดงค์”
ท่านแบกกลดสะพายบาตร
มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก ลัดเลาะไปตามเทือกเขาตะนาวศรี ข้ามไปยังฝั่งพม่า
และป่าดงดิบในภาคเหนือ ยุคนั้นป่าไม้ยังหนาทึบ เต็มไปด้วยไข้ป่า สัตว์ร้าย
และที่น่ากลัวที่สุดคือ “ภูตผีปีศาจ” และ “คุณไสยมนต์ดำ” ของพวกหมอผีชาวป่าชาวเขา
มีเรื่องเล่าว่า
ครั้งหนึ่งยามค่ำคืนขณะที่หลวงพ่อจ้อยปักกลดอยู่กลางป่าลึก ได้มี
“เสือโคร่งตัวขนาดใหญ่” เดินวนเวียนอยู่รอบกลด ส่งเสียงคำรามจนแผ่นดินสะเทือน
พระธุดงค์ทั่วไปหากจิตไม่แข็งพอคงเตลิดเปิดเปิง
แต่หลวงพ่อจ้อยท่านกลับนั่งขัดสมาธิเข้าสู่ญาณสมาบัติอย่างสงบ
ท่านแผ่เมตตาจิตอันทรงพลังออกไป สยบความดุร้ายของพญาเสือลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
เช้าวันรุ่งขึ้น เสือตัวนั้นกลับนอนหมอบนิ่งอยู่ข้างกลดเหมือนสุนัขบ้าน
คอยเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้ท่าน ก่อนจะเดินหายเข้าป่าไปโดยไม่ทำอันตรายใดๆ
🪵 บุกเบิกวัดวังเดื่อ:
เผชิญหน้าภัยมืดและสิ่งลี้ลับ
เมื่อหลวงพ่อจ้อยธุดงค์มาถึงบริเวณ
“บ้านวังเดื่อ” (ซึ่งต่อมาคือวัดศรีอุทุมพร)
ในเวลานั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นป่าทึบ ลึกลับ และขึ้นชื่อเรื่อง “ดงนักเลง”
รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าที่เจ้าทางที่แรงมาก
ชาวบ้านในยุคนั้นไม่ค่อยกล้าเข้ามาเพราะกลัวภัยมืด
แต่ด้วยตบะบารมีของหลวงพ่อจ้อย
ท่านได้เลือกตั้งที่พักสงฆ์ขึ้นที่นี่ ในช่วงแรกๆ ที่ท่านมาอยู่
มีกลุ่มคนพาลและนักเลงท้องถิ่นคิดจะลองดีกับพระแปลกหน้า
พยายามจะกลั่นแกล้งและแสดงท่าทีนักเลงใส่ ทว่าเพียงแค่หลวงพ่อจ้อย “สบตา”
และเปล่งวาจาออกมาไม่กี่คำ ด้วยกระแสเสียงที่เปี่ยมด้วยอำนาจและเมตตา
กลุ่มนักเลงเหล่านั้นถึงกับเข่าอ่อน ก้มลงกราบแทบเท้า
และปวารณาตัวเป็นศิษย์รับใช้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ไม่เพียงแต่สยบคนพาล แต่
“เจ้าที่” หรือสัมภเวสีที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ใหญ่รอบวัดวังเดื่อ
ก็โดนตบะบารมีของท่านสยบลงเช่นกัน
มีชาวบ้านเคยเห็นแสงไฟประหลาดลอยวนเวียนรอบกุฏิไม้ของท่านในยามดึกคล้ายจะมาลองวิชา
แต่เมื่อเจอพลังจิตจากการเดินจงกรมและเพ่งกสิณของหลวงพ่อจ้อย
แสงเหล่านั้นก็อันตรธานหายไป และเปลี่ยนสถานะมาเป็น “เทวดาผู้ปกปักรักษา”
วัดวาอารามในเวลาต่อมา
"หลวงพ่อจ้อยท่านไม่ชอบแสดงตน
แต่วิชาท่านเสกอะไรก็ขลัง เพราะจิตท่านบริสุทธิ์และมีตบะเสือซ่อนเล็บ" นี่คือคำบอกเล่าของคนรุ่นปู่ย่าตายายที่เล่าสืบต่อกันมา
ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารอันนับไม่ถ้วนนี้เอง
ที่ทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ ขจรขจายไปไกล จนทำให้สำนักเรียนเล็กๆ
กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธา
และเป็นที่มาของเครื่องรางของขลังระดับตำนานที่พลิกชะตาชีวิตผู้คนมานักต่อนัก
ซึ่งเราจะไปเจาะลึกความขลังในบทต่อไป...
บทที่ 2: เปิดตำนานเครื่องรางของขลัง
"มหาอุด-แคล้วคลาด"
หากจะกล่าวถึงเมืองนครสวรรค์
ในแวดวงผู้นิยมสะสมเครื่องรางต่างรู้กันดีว่าเป็น "แดนสิงห์ดุ"
และเป็นแหล่งกำเนิดวิชาทำมีดหมอและเครื่องรางที่เข้มขลังที่สุดในประเทศไทย
และสำหรับ หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ นั้น วัตถุมงคลของท่านไม่ได้เป็นรองผู้ใดในแผ่นดิน
พุทธคุณที่ศิษยานุศิษย์และนักเลงรุ่นเก่าประจักษ์แจ่มแจ้งที่สุดคือ เรื่อง “มหาอุด
แคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี” ชนิดที่ว่า
"แมลงวันไม่ได้กินเลือด"
เครื่องรางของท่านไม่ได้ขลังเพราะมวลสารพิสดาร
แต่ขลังด้วย "พลังจิต" ที่ท่านประจุลงไปในวัตถุแต่ละชิ้น
โดยเฉพาะวัตถุมงคล 3 สิ่งต่อไปนี้
ที่สายมูทั่วประเทศต่างพลิกแผ่นดินหามาบูชาครอบครอง
🗡️ 1. มีดหมอสะกดวิญญาณ:
ปราบสยบไพรี ทลายคุณไสย
วิชาการทำมีดหมอของหลวงพ่อจ้อย
ถือเป็นสุดยอดวิชาที่สืบทอดปฏิปทาความขลังมาจากสายปรมาจารย์เมืองสี่แคว
มีดหมอของท่านมีเอกลักษณ์และอานุภาพทำลายล้างสิ่งอัปมงคลอย่างเด็ดขาด
- อภินิหารสยบภูตผี: มีเรื่องเล่าขานในหมู่ศิษย์ว่า
มีชาวบ้านโดนคุณไสยมนต์ดำและผีเข้า สิงร่างดิ้นทุรนทุราย
ร้องห่มร้องไห้ไม่ยอมออก หมอผีหลายคนมาไล่ก็ไม่สำเร็จ แต่เมื่อมีคนนำ
"มีดหมอหลวงพ่อจ้อย" เพียงแค่ชักใบมีดออกจากฝัก
แสงสะท้อนของใบมีดทำให้อาการคลุ้มคลั่งนั้นสงบลงทันที
เมื่อนำใบมีดแตะที่ศีรษะ
สิ่งลี้ลับที่สิงอยู่ถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหลุดลอยออกไป
- พุทธคุณครอบจักรวาล: ในยามเดินทางไกล
พกติดตัวไว้ป้องภัยจากสัตว์ร้าย สัตว์อสรพิษ และกันภัยจากคนพาล
หรือหากบ้านใดมีฮวงจุ้ยที่ไม่ดี มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจบ่อยๆ
การมีมีดหมอของท่านประธานไว้ที่โต๊ะหมู่บูชา
จะช่วยขับไล่เสนียดจัญไรและคุ้มครองคนในบ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข
🦁 2. สิงห์แกะมหาอำนาจ:
คุมคน คุมดวง ชนะอุปสรรค
"สิงห์"
คือสัญลักษณ์แห่งความเป็นเจ้าป่า
และเป็นเครื่องรางที่สร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อจ้อยเป็นอย่างมาก
ส่วนใหญ่จะแกะจากงาช้างกำจัด (งาช้างที่หักคาต้นไม้ในป่า) หรือไม้จำปา ไม้คูณ มงคล
ซึ่งเป็นของทนสิทธิ์มีฤทธิ์ในตัว
- ตบะบารมีน่าเกรงขาม: หลวงพ่อจ้อยท่านปลุกเสกสิงห์ด้วย
"เตโชกสิณ" (กสิณไฟ) เพื่อประจุพลังอำนาจ ใครที่ทำงานเป็นหัวหน้าคน
ต้องคุมลูกน้อง มีศัตรูในที่ทำงาน หรือต้องเจรจาธุรกิจสำคัญ
หากพกสิงห์แกะของหลวงพ่อจ้อยติดตัว จะทำให้ผู้อื่นเกิดความเกรงใจ
วาจามีน้ำหนัก และชนะคดีความหรืออุปสรรคทั้งปวง
- เมตตามหานิยมในความดุ: แม้จะเป็นเครื่องรางมหาอำนาจ
แต่สิงห์ของท่านกลับแปลกตรงที่มีกระแส "เมตตาใหญ่" แฝงอยู่ด้วย
ทำให้ผู้พกพานอกจากจะเป็นที่เกรงขามแล้ว ยังเป็นที่รักและเอ็นดูของผู้ใหญ่
เหมาะสำหรับสายมูที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
🪵 3. ตะกรุดโทนและผ้ายันต์: ลองของ ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า
ในยุคที่บ้านวังเดื่อยังเต็มไปด้วยกลุ่มมือปืนและนักเลงครองเมือง
"ตะกรุดโทน" ของหลวงพ่อจ้อยคือเครื่องรางชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตคนมานักต่อนัก
ท่านจะจารอักขระเลขยันต์ด้วยมือทีละแผ่น
และปลุกเสกเดี่ยวในกุฏิไม้กลางป่าจนมั่นใจว่า "ดีจริง" จึงจะมอบให้
- ปาฏิหาริย์กระสุนด้าน: มีเรื่องเล่าระดับตำนานของชาวลาดยาวว่า
นักเลงโตคนหนึ่งถูกคู่อริแอบซุ่มยิงด้วยปืนลูกซองในระยะเผาขน เสียงปืนดัง “แชะ! แชะ!” กระสุนด้าน
ยิงอย่างไรก็ไม่ออก คู่อริตกใจกลัวจนต้องทิ้งปืนวิ่งหนีไป
เมื่อตรวจดูในตัวนักเลงคนนั้น พบเพียง "ตะกรุดโทนเนื้อตะกั่ว"
ของหลวงพ่อจ้อยเพียงดอกเดียวเท่านั้น
- ผ้ายันต์กันภัย: ผ้ายันต์ของท่านก็เลื่องลือไม่แพ้กัน
ชาวบ้านมักนำไปติดไว้ที่หัวนอน หรือเสาเอกของบ้าน เพื่อป้องกันไฟไหม้
โจรผู้ร้าย และภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ยุคนั้นใครมีตะกรุดหรือผ้ายันต์ของหลวงพ่อจ้อย ถือว่ามี
"เกราะเพชร" คุ้มกาย ไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวตายโหง
“ของที่ฉันทำ
ฉันตั้งใจทำให้เอาไว้ป้องกันตัว ไม่ใช่เอาไปลองดี หรือเอาไปทำร้ายใคร ถ้าถือศีล ๕
ได้ ของจะยิ่งขลัง” นี่คือโอวาทที่หลวงพ่อจ้อยมักจะย้ำเตือนศิษยานุศิษย์เสมอ
เพราะเหตุนี้
เครื่องรางของหลวงพ่อจ้อยจึงไม่ใช่เพียงแค่วัตถุโบราณ
แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยอานุภาพอัศจรรย์
เป็นที่ต้องการของสายมูทุกยุคทุกสมัย... และในบทต่อไป เราจะมาเปิดเผย "พระคาถาศักดิ์สิทธิ์" ที่หลวงพ่อใช้ภาวนา
ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปใช้ปลุกเสกตัวเองเพื่อเพิ่มความปังในชีวิตประจำวันได้ครับ!
เนื้อหาบทที่ 2 จัดเต็มเรื่องความขลังและปาฏิหาริย์ของเครื่องรางยอดนิยมเรียบร้อยครับอาจารย์ทองใบ หากอาจารย์พึงพอใจและอยากลุยต่อใน บทที่ 3: พระคาถาศักดิ์สิทธิ์ พลิกชะตาชีวิต (แนะสูตรคาถาและเคล็ดลับภาวนาให้สัมฤทธิ์ผลสำหรับสายมู) สามารถส่งสัญญาณให้ผมรังสรรค์ต่อได้ทันทีเลยครับ!
บทที่ 3: พระคาถาศักดิ์สิทธิ์
พลิกชะตาชีวิต
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เสาะแสวงหาเครื่องรางราคาแพงของหลวงพ่อจ้อยเพื่อหวังพึ่งพุทธคุณ
แต่รู้หรือไม่ว่า… สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และมีอานุภาพไม่แพ้กัน และเป็นสิ่งที่หลวงพ่อจ้อยมอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันก็คือ
"พระคาถา"
หลวงพ่อจ้อยมักกล่าวกับศิษย์เสมอว่า
วัตถุมงคลเป็นเพียงสื่อนำใจ
แต่สิ่งที่จะคุ้มครองตัวเราได้ดีที่สุดและอยู่ติดตัวเราตลอดไปคือ
"คุณพระและคาถาภาวนา" ในบทนี้
เราได้รวบรวมพระคาถาศักดิ์สิทธิ์สายตรงของหลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ
พร้อมเคล็ดลับการสวดภาวนาที่สายมูห้ามพลาด เพราะหากทำตามนี้ จะช่วยพลิกชะตาชีวิต
จากร้ายกลายเป็นดี จากตกต่ำสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างน่าอัศจรรย์
🛐 1. พระคาถาบูชาหลวงพ่อจ้อย
(ตั้งนะโม 3 จบ)
สำหรับผู้นำเครื่องรางของท่านมาพกติดตัว
หรือผู้ที่ต้องการระลึกถึงบารมีของท่านเพื่อขอพร
ให้ใช้คาถาบทนี้ในการเชื่อมจิตและอาราธนาบารมีของท่านมาคุ้มครอง
“อิติสุคะโต
จนฺทสุวณฺโณ จ้อย นามะเต อาจาริโย เม ภันเต โหหิ” (สวด 3,
5, หรือ 9 จบ)
- อานุภาพ: เป็นการนอบน้อมต่อองค์หลวงพ่อจ้อยและแก้ว
3 ประการ ช่วยเสริมบารมี คุ้มครองป้องกันภัย ปัดเป่าอุปสรรคชีวิต
และทำให้การขอพรในเรื่องต่างๆ ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
🛡️ 2. พระคาถามหาอุด
แคล้วคลาด (คาถาหัวใจเสือซ่อนเล็บ)
คาถาบทนี้เป็นบทที่หลวงพ่อจ้อยใช้ภาวนาในการเดินจงกรมและปลุกเสกตะกรุดโทน
รวมถึงมีดหมอ มีพุทธคุณเด่นในทางกำบังตน ศัตรูเห็นพ่ายแพ้ภัย
และแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุเภทภัยทั้งปวง
“อิติมูลัง
ตัสสะ ยะถา พุทธัง มะอะอุ นะอุด โมอัด พุทปัด ธาปิด ยะละลายหายสูญ”
- วิธีใช้: ให้สวดภาวนาก่อนออกจากบ้าน
หรือยามที่ต้องเดินทางไปในที่เสี่ยงอันตราย หากต้องเผชิญหน้ากับคนพาล
หรือรู้สึกถึงสิ่งไม่ดีรอบตัว ให้กลืนน้ำลายลงคอ 1 ครั้ง
พร้อมภาวนาคำว่า "นะอุด โมอัด" จะเป็นกำแพงแก้วคุ้มภัยอย่างดี
💰 3. พระคาถาเมตตามหานิยม
พลิกโชคลาภ
แม้หลวงพ่อจ้อยจะเด่นเรื่องมหาอุด
แต่ปฏิปทาของท่านเปี่ยมด้วยความเมตตา คาถาบทนี้ศิษย์สายพ่อค้าแม่ขายนิยมกันมาก
เพราะช่วยให้ซื้อง่ายขายคล่อง มีโชคมีลาภไม่ขาดสาย
“นะเมตตา
โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู นะมามีมา มะหาลาภา อิติวะจะนัง เอหิปุพพัง
มะหาลาภัง ภะวันตุ เม”
- วิธีใช้: สวดภาวนาตอนเช้า 3 จบ
ก่อนเปิดร้านค้าขาย หรือก่อนไปเจรจางานสำคัญ โดยให้ตั้งจิตให้นิ่ง
ระลึกถึงรอยยิ้มอันเมตตาของหลวงพ่อจ้อย
แล้วใช้นิ้วชี้แตะน้ำมนต์หรือแป้งผัดหน้าทาที่หน้าผาก
จะช่วยเพิ่มเสน่ห์และเมตตาบารมีอย่างยิ่ง
💡 เคล็ดลับระเบิดพลังคาถาให้สัมฤทธิ์ผล
(สำหรับสายมู)
การสวดคาถาให้ได้ผลสูงสุดตามตำรับของหลวงพ่อจ้อย
ไม่ใช่เพียงแค่การท่องจำส่งๆ แต่มี "หัวใจสำคัญ 3
ประการ" ที่หลวงพ่อแฝงไว้ในรอยจงกรมรอบกุฏิไม้ของท่าน:
1.
จิตต้องนิ่งเป็น
"วงกลมเหมือนลานจงกรม" ก่อนสวดคาถา ให้หลับตาและนึกถึงภาพลานจงกรมวงกลมอันโล่งเตียนที่ไม่มีใบไม้หญ้าขึ้นรอบกุฏิหลวงพ่อ
ทำจิตให้สะอาด ตัดความวุ่นวายออกไปให้หมด เมื่อจิตนิ่งเป็นสมาธิ
พลังของคาถาจะรุนแรงและแสดงผลทันที
2.
ห้ามขาดศีล 5 หลวงพ่อจ้อยมักย้ำว่า
คาถาจะขลังคนสวดต้องมีสัจจะและมีศีล อย่างน้อยที่สุดวันไหนจะเดินทางไปไหน
หรือจะไปทำมาค้าขาย วันนั้นต้องรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์
ของดีจึงจะคุ้มครอง
3.
ความกตัญญูรู้คุณ เมื่อสวดคาถาเสร็จสิ้นทุกครั้ง
แนะนำให้กรวดน้ำหรือตั้งจิตอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บูรพาจารย์ และหลวงพ่อจ้อย
วัดวังเดื่อ เสมอ การทำเช่นนี้เป็นการต่อสายบุญ
ทำให้บารมีของหลวงพ่อคอยโอบอุ้มชะตาชีวิตเราไม่ตกต่ำ
บทที่ 4: ประสบการณ์ศรัทธา
เรื่องเล่าปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ
จากรอยเท้าบนลานจงกรมวงกลมอันโล่งเตียน
สู่ความเลื่อมใสที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ เรื่องราวปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อจ้อย
วัดวังเดื่อ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอยที่แต่งเติมขึ้นมา
แต่เป็นเรื่องจริงที่ได้รับการยืนยันจากประสบการณ์ตรงของศิษยานุศิษย์มากมายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการรอดตายอย่างเหลือเชื่อ
หรือความอัศจรรย์แห่งจิตที่เหนือปุถุชนทั่วไป
🚗 ปาฏิหาริย์เหนือกาลเวลา:
พลิกคว่ำแต่ไร้รอยขีดข่วน
หนึ่งในเรื่องเล่าที่ชาวอำเภอลาดยาวและนครสวรรค์โจษขานกันมากที่สุด
คือเรื่องของรถบรรทุกสิบล้อขนข้าวเปลือกคันหนึ่ง
ซึ่งคนขับเป็นศิษย์ที่นับถือและห้อย "เหรียญรุ่นแรก"
ของหลวงพ่อจ้อยติดตัวอยู่เสมอ
ในวันเกิดเหตุ
รถสิบล้อคันดังกล่าวเกิดระบบเบรกขัดข้องขณะขับลงเนินด้วยความเร็วสูง
ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบจนสภาพรถพังยับเยินชิ้นส่วนกระจายเกลื่อนถนน
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างคิดว่าคนขับคงไม่รอดชีวิตอย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อกู้ภัยเข้าไปช่วยงัดร่างออกมา สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงคือ
คนขับรถสิบล้อกลับคลานออกมาจากซากรถได้เอง
โดยไม่มีบาดแผลหรือรอยเลือดเลยแม้แต่หยดเดียว มีเพียงรอยฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น
ในคอของเขามีเพียงเหรียญของหลวงพ่อจ้อยที่เปล่งประกายสู้แดดอยู่
เป็นประจักษ์พยานถึงพุทธคุณ "แคล้วคลาด มหาอุด" อย่างแท้จริง
🐅 อัศจรรย์แห่งจิต:
สยบความดุร้ายด้วยเมตตาบารมี
นอกจากเรื่องของเครื่องรางแล้ว
บารมีทางจิตของหลวงพ่อจ้อยยังเป็นที่เล่าลือ
ยุคที่วัดวังเดื่อยังเป็นป่าไม้ร่มรื่น
มักจะมีสัตว์ป่าและสัตว์อสรพิษเข้ามาอาศัยอยู่ชุกชุม มีศิษย์ใกล้ชิดเคยเล่าว่า
วันหนึ่งมีงูจงอางยักษ์ตัวยาวเกือบ ๔ เมตร เลื้อยเข้ามาหลบอยู่ใต้แคร่ไม้หน้ากุฏิของท่าน
ยามที่พระลูกวัดและชาวบ้านมาเห็นต่างพากันตกใจและเตรียมจะหาไม้มาตีเพราะกลัวอันตราย
แต่หลวงพ่อจ้อยท่านได้เดินออกมาจากกุฏิอย่างสงบ
ท่านบอกให้ทุกคนถอยออกไป จากนั้นท่านได้นั่งลงคุกเข่าบนลานดิน
และเพ่งสายตาอันเปี่ยมด้วยความเมตตาไปยังงูจงอางยักษ์ตัวนั้น ทันใดนั้น
งูที่กำลังแผ่แม่เบี้ยขู่ฟู่ก็ค่อยๆ ลดหัวลงต่ำ หมอบนิ่งอยู่กับพื้นดินคล้ายรับรู้ในกระแสแห่งธรรม
หลวงพ่อจ้อยท่านพูดด้วยเสียงราบเรียบว่า "ไปเสียเถอะ
ไปอยู่ในที่ของเจ้า อย่ามาเบียดเบียนกันเลย" หลังจากสิ้นคำพูดของท่าน
งูตัวนั้นก็ค่อยๆ เลื้อยถอยหลังและหายเข้าป่าละเมาะไปโดยไม่ทำร้ายใครเลย
🪔 บารมีสังขารไม่เน่าเปื่อย:
ที่พึ่งสุดท้ายของสายศรัทธา
ปาฏิหาริย์ครั้งสุดท้ายที่หลวงพ่อจ้อยได้ละทิ้งไว้ให้แก่โลกมนุษย์
คือการละสังขารของท่านเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ แม้กายหยาบจะดับสูญและสิ้นลมหายใจไปแล้ว
แต่สรีระสังขารของหลวงพ่อจ้อยกลับ "ไม่เน่าเปื่อย" ไม่เน่าเปื่อยผุพังไปตามธรรมชาติ
เส้นผมและเล็บยังคงอยู่ สภาพร่างกายเพียงแต่แห้งไปเท่านั้น
เหตุการณ์นี้ในทางสายมูและสายปฏิบัติธรรมเชื่อกันว่าเป็นเพราะ
"อำนาจแห่งวาโยกสิณและเตโชกสิณ" รวมถึงจิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส
ทำให้ธาตุ๔ ในกายได้รับการดุลยภาพจนเหนือกฎธรรมชาติ
ปัจจุบันสรีระของท่านได้รับการบรรจุไว้ในโลงแก้ว ณ วัดศรีอุทุมพร (วัดวังเดื่อ)
เพื่อให้ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบไหว้ขอพร
ซึ่งใบบารมีของท่านยังคงแผ่คุ้มครอง
และประทานโชคลาภความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลาย
บทสรุปจากผู้เขียน:
คุณค่าแห่งศรัทธาที่แท้จริง
จากวันวานในอดีตที่ข้าพเจ้า
พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร ได้เคยสัมผัสภาพลานจงกรมอันโล่งเตียนรอบกุฏิไม้ของหลวงพ่อจ้อยในวัยเยาว์
มาจนถึงวันที่ท่านละสังขารสู่แดนทิพย์ สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ประจักษ์แจ้งคือ
"ความขลังที่แท้จริงเกิดจากจิตที่บริสุทธิ์"
เครื่องรางของขลัง
คาถาอาคม และเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ทั้งหมดที่ปรากฏใน E-book เล่มนี้
ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราเกิดความงมงาย แต่มีไว้เพื่อเป็น "ที่พึ่งทางใจ"
ในยามที่ชีวิตต้องเผชิญกับมรสุมและอุปสรรค ขอเพียงผู้อ่านทุกท่าน
ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม นอบน้อมต่อคุณพระรัตนตรัย และระลึกถึงบารมีของหลวงพ่อจ้อย
วัดวังเดื่อ ด้วยความจริงใจ
พุทธคุณและปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ย่อมจะเกิดขึ้นและพลิกชะตาชีวิตของท่านให้ประสบความสำเร็จ
ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
✍️ บทสรุปจากผู้เขียน
(โดย พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร)
จากภาพความทรงจำอันงดงามในวัยเยาว์
ยามที่ข้าพเจ้ายังเป็นสามเณรน้อย
นั่งมองลานดินวงกลมอันโล่งเตียนไร้ใบไม้ใบหญ้ารอบกุฏิไม้ของหลวงพ่อจ้อย
มาจนถึงวันนี้ที่ข้าพเจ้าเติบโตผ่านโลกมาจนอายุ ๗๘ ปี
สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ากล้าการันตีและบอกต่อแก่ผู้อ่านทุกท่านก็คือ "บารมีของหลวงพ่อจ้อยนั้นศักดิ์สิทธิ์และคุ้มครองเราได้จริง"
เรื่องราวอภินิหาร
เครื่องรางของขลัง และพระคาถาทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ใน E-book เล่มนี้
ข้าพเจ้าไม่ได้นำเสนอเพื่อให้เกิดความงมงาย แต่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็น
"ที่พึ่งทางใจ" และเป็นกุศโลบายในการทำความดี
ขอเพียงผู้อ่านทุกท่านตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม นอบน้อมต่อคุณพระรัตนตรัย
และระลึกถึงคุณความดีของหลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ ด้วยความสัตย์จริง
พุทธคุณและปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ย่อมจะเกิดขึ้น
คอยโอบอุ้มชะตาชีวิตของท่านให้แคล้วคลาดปลอดภัย
และประสบความสำเร็จร่ำรวยรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
======================
สำหรับท่านที่ประสงค์เยี่ยมชมร้านหนังสือของสำนักพิมพ์ทองใบ คลิกตรงนี้ครับ

No comments:
Post a Comment